ภาพถ่ายโดย Chn.

แต่เดิมนั้นการศึกษากฎหมายทำโดยการสั่งสอนสืบต่อ ๆ กันมาจากผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยยังไม่มีโรงเรียนกฎหมายที่จะมีสถาบันอบรมสั่งสอนความรู้ในด้านกฎหมายอย่างเป็นกิจจะลักษณะ โดยในปี ร.ศ. 111 (พ.ศ. 2435) เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (มองสิเออร์ โรแลง ยัคแมงส์ – Rolin-Jaequemyns) ที่ปรึกษาราชการแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 5 ได้ถวายความเห็นว่าควรเพาะปลูกวิชานี้เพื่อทำกฎหมายและจัดการศาลยุติธรรมให้ดียิ่งขึ้น เนื่องด้วยในขณะนั้น ประเทศไทยเสียเปรียบรัฐต่างประเทศในหลายเรื่อง โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ดังนั้นในปี ร.ศ. 116 (พ.ศ. 2440) เมื่อพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนาศักดิ์ (ต่อมาคือพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์) รับตำแหน่งเป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมจึงได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนกฎหมายขึ้นเพื่อให้การศึกษาด้านกฎหมายเป็นระเบียบแบบแผนมากยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนกฎหมายในขณะนั้นยังไม่ได้มีฐานะปรากฏในทางราชการ จนกระทั่งถึงวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 6 ได้ทรงทำนุบำรุงให้เป็นโรงเรียนหลวงชั้นอุดมศึกษา ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม และโปรดให้ย้ายสถานที่ทำการมาเป็นเชิงสะพานผ่านพิภพลีลา

ในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2476 หรือประมาณหนึ่งปีหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระบรมราชโองการให้รวมการศึกษากฎหมายเข้าอยู่ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต่อมาอีกประมาณ 11 เดือน ในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2476 (เดิมการเปลี่ยนศักราชจะทำ ณ วันที่ 1 เมษายน ดังนั้น หากนับตามปีปัจจุบันซึ่งกำหนดให้มีการเปลี่ยนศักราช ณ วันที่ 1 มกราคม วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2476 จะหมายถึงวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2477) ได้มีการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองขึ้น (เปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการในวันที่ 27 มิถุนายน 2477) โดยการประกาศใช้ “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง พุทธศักราช 2476” ซึ่งมีผลให้มีการโอนคณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ในจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยตลอดจนทรัพย์สินและงบประมาณทั้งหมดของคณะดังกล่าวมาขึ้นต่อ มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยในการเรียนการสอนมีเพียงหลักสูตรเดียว คือหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิตซึ่งเน้นการสอนวิชากฎหมาย โดยสอนควบคู่ไปกับวิชา
ทางรัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์

ต่อมาในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2492 หลังจากเหตุการณ์กบฏวังหลวง รัฐบาล ได้ยื่นข้อเสนอสองประการให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยดำเนินการได้แก่
1) ให้เปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัย โดยขอให้ตัดคำว่า “การเมือง” ออก
2) ให้ดำเนินการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยออกเป็นคณะต่างๆ

ข้อเสนอทั้งสองได้รับการตอบรับจากผู้บริหารมหาวิทยาลัย โดยในส่วนของ การดำเนินการเปลี่ยนชื่อมหาวิทยาลัยนั้นใช้เวลาดำเนินการอยู่ 3 ปี มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (University of Moral and Political Science) จึงกลายมาเป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasat University) เช่นทุกวันนี้ สำหรับข้อเสนอที่ให้มีการดำเนินการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งออกเป็น คณะต่างๆ นั้นก็ได้รับการตอบสนองที่รวดเร็วเช่นเดียวกัน ในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2492 ผู้บริหารได้ออกประกาศกำหนดให้มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองจัดการศึกษา โดยแยกออกเป็นสี่คณะได้แก่ 1) คณะนิติศาสตร์ 2) คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 3) คณะรัฐศาสตร์ และ 4) คณะเศรษฐศาสตร์ ส่วนหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิตเดิม ก็ให้ทยอยปิดไปทีละปี และปิดหลักสูตรอย่างสมบูรณ์ในปี พ.ศ. 2496 จึงอาจกล่าวได้ว่า คณะนิติศาสตร์ ได้ก่อตั้งขึ้นแล้วนับแต่วันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2492 นั้นเป็นต้นมา ส่วนนักศึกษาในหลักสูตรธรรมศาสตรบัณฑิตเดิมที่ยังศึกษาไม่สำเร็จภายในปี พ.ศ. 2496
ก็ให้โอนย้ายมาเรียนที่คณะนิติศาสตร์แทน

ในปีการศึกษา 2515 คณะนิติศาสตร์เปิดโครงการนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิตขึ้น เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ที่จบการศึกษาเป็นบัณฑิตจากคณะอื่นมาแล้ว ได้เข้าศึกษา วิชากฎหมาย โดยศึกษาเฉพาะวิชาบังคับตามหลักสูตรชั้นปริญญาตรีชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 ของคณะนิติศาสตร์ โดยผู้จบการศึกษาในโครงการนี้จะมีศักดิ์และสิทธิเป็นนิติศาสตรบัณฑิต แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมบูรณ์ทุกประการ ต่อมาในปีการศึกษา 2529 คณะนิติศาสตร์ได้ดำเนินการตามนโยบายของมหาวิทยาลัย ด้วยการย้ายการเรียนการสอนในชั้นปีที่ 1 ของชั้นปริญญาตรี ภาคปกติ มาทำการ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต และขยายเป็นชั้นปีที่ 2 ในปีการศึกษา 2545
จนกระทั่งในปีการศึกษา 2549 จึงได้ย้ายการสอนในระดับปริญญาตรี ภาคปกติมาทำการ ที่ศูนย์รังสิตทั้งหมด

คณะนิติศาสตร์เห็นถึงความสำคัญในการขยายโอกาสทางการศึกษาไปยังส่วนภูมิภาค คณะนิติศาสตร์จึงได้ขยายการจัดการศึกษาไปยังภาคเหนือ โดยทำการที่มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ในโครงการนิติศาสตร์ ภาคบัณฑิต และหลังจากรวบรวมข้อมูล
และเตรียมความพร้อมมาอย่างเพียงพอ ในปีการศึกษา 2552 คณะนิติศาสตร์จึง จัดการเรียนการสอนในหลักสูตรปริญญาตรี ภาคปกติ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ซึ่งในแต่ละปีจะรับนักศึกษาประมาณ 200–250 คนต่อปี โดยใช้มาตรฐาน
เดียวกันกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยใช้หลักสูตร และคณาจารย์ชุดเดียวกัน ในปัจจุบันคณะนิติศาสตร์ ได้เปิดสอนกฎหมายในหลักสูตรภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ทั้งในระดับปริญญาโท และระดับปริญญาตรี นับตั้งแต่ปีการศึกษา 2552 และ 2557 ตามลำดับ เพื่อตอบสนองต่อความเป็นนานาชาติของมหาวิทยาลัย สังคม และประเทศ โดยรวม