• เกี่ยวกับคณะ

      • ศูนย์การศึกษา
      • ประวัติ
      • วิเทศสัมพันธ์
      • ห้องสมุด
      • ศูนย์วิจัย
      • ติดต่อเรา

    สัมภาษณ์คณบดี ศ.ดร.อุดม รัฐอมฤต

    IMG_5072

    ศาสตราจารย์ ดร. อุดม รัฐอมฤต

    Q: ท่านคณบดีมีเป้าหมายในการพัฒนาคณะนิติศาสตร์ในระหว่างดำรงตำแหน่งอย่างไรบ้างครับ

    A: ผมคิดว่าภารกิจหลักของสถาบันการศึกษา มีอยู่ 4 ประการด้วยกัน 1. การเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิต  2. การทำวิจัย  3. การให้บริการทางวิชาการแก่สังคม  4. การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ในภาพรวมการทำภารกิจทั้ง 4 ประการเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม คณะนิติศาสตร์จึงต้องเป็นสถาบันการศึกษาชั้นสูงที่สามารถชี้นำสังคมได้ โดยการสร้างคนเพื่อเป็นนักกฎหมายเพื่อนำองค์ความรู้ที่ถูกต้อง องค์ความรู้ที่มีความก้าวหน้าไปกระจายให้กับสังคมและสามารถแก้ปัญหาให้กับสังคมได้ แม้กระทั่งปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้คนในสังคมหรือเป็นปัญหาทางกฎหมายที่ถกเถียงกันตามสื่อ เราก็ควรมีบทบาทในการเสนอแนะได้ว่าผลทางกฎหมายเป็นอย่างไรและควรแก้ไขปัญหาอย่างไร

    ในการบริหารคณะนิติศาสตร์ ต้องเข้าใจสถานการณ์การเพิ่มจำนวนของคณะนิติศาสตร์อย่างรวดเร็ว การจัดการเรียนการสอนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นในระดับปริญญาตรี โท หรือปริญญาเอก เกิดขึ้นมากมายในหลากหลายสถาบันการศึกษา แม้ว่าคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จะเป็นมหาวิทยาลัยต้นแบบของคณะนิติศาสตร์ในประเทศไทย แต่การเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วของคณะนิติศาสตร์และการพัฒนาของหลักสูตรต่างๆ ทำให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ต้องเผชิญกับความท้าทายเป็นอย่างยิ่ง ผมในฐานะผู้บริหารคณะฯมีหน้าที่ต้องรักษาความเป็นผู้นำในการชี้นำสังคมของคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในระดับชาติ และอยากเห็นคณะนิติศาสตร์มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในระดับภูมิภาคและในระดับนานาชาติ

    การที่จะเป็นผู้นำทางการศึกษาและเป็นแบบอย่างในมหาวิทยาลัยอื่นๆได้ ไม่ใช่เพียงการสอนให้นักศึกษาเป็นคนเก่งเท่านั้น เรายังต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ เราต้องไม่หยุดนิ่งกับการพัฒนาองค์ความรู้ที่เรามีอยู่และการแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ๆ เราต้องสร้างตำราและงานวิจัยที่มีคุณภาพ ซึ่งคณะนิติศาสตร์เองผลิตงานวิชาการรวมถึงงานวิจัยที่มีคุณภาพอย่างต่อเนื่อง แต่ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่จะทำงานในส่วนนี้ให้มากขึ้นกว่าเดิม ผมอยากเห็นคณะนิติศาสตร์ เป็นสถาบันการวิจัยกฎหมายชั้นนำ ที่สามารถนำผลการศึกษาวิจัยไปพัฒนาและยกระดับการเรียนการสอนและพัฒนาสังคมได้ โดยเฉพาะเป้าหมายหลัก คือ การแก้ปัญหาสังคม โจทย์งานวิจัยอาจจะต้องกว้างขึ้นกว่าการศึกษาวิธีการใช้การตีความกฎหมาย เราต้องเริ่มมองหาปัญหาวิจัยที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไม่ว่าในภาครัฐหรือภาคเอกชน ผมคิดว่าภารกิจด้านการส่งเสริมงานวิจัยให้สำเร็จต้องสร้างแรงจูงใจให้คณาจารย์ซึ่งมีภาระค่อนข้างมากให้ช่วยกันพัฒนาองค์ความรู้ให้มากขึ้นผ่านเครื่องมือวิจัย และต้องส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ผลงานวิจัยในระดับชาติและนานาชาติให้มากขึ้น

    ประการต่อมา คือ การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในทางวิชาการ ทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมเป้าหมายทางด้านการพัฒนาการศึกษาวิจัย การจะหาปัญหาวิจัยใหม่ๆ เราต้องหาเวทีในทางวิชาการซึ่งมีพื้นที่ให้เราสามารถถกเถียงและแลกเปลี่ยนความรู้กับคนที่มาจากองค์กรอื่นหรือประเทศอื่น ซึ่งจะทำต้องทำทั้งในระดับอาจารย์  เจ้าหน้าที่และนักศึกษา เช่น อาจารย์มีโอกาสไปทำงานร่วมกับอาจารย์ชาวต่างประเทศ และนักศึกษาได้มีโอกาสที่จะได้เห็นประสบการณ์แลกเปลี่ยนความรู้กับเพื่อนนักศึกษาจากสถาบันอื่นหรือสถาบันต่างชาติมากขึ้น เราจะไม่เรียนรู้อยู่เฉพาะมหาวิทยาลัย วิชาความรู้หลายเรื่องที่เรามี อาจจะตอบคำถามบางอย่างไม่ได้ เราต้องไปแสวงหาคำตอบจากการถกเถียงแลกเปลี่ยนกับคนอื่น

     

    IMG_5039

     

    นอกจากนี้ความร่วมมือกับศิษย์เก่าและประชาชนโดยทั่วไปก็เป็นภารกิจที่สำคัญ คณะนิติศาสตร์จะดำรงอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่ได้การสนับสนุนจากศิษย์เก่าและสังคมโดยรวม ศิษย์เก่าและผู้ที่มีจิตศรัทธาจำนวนมากให้การสนับสนุนทางการเงินทรัพยากร รวมทั้งโอกาสในรูปแบบต่างๆ แก่คณาจารย์และนักศึกษามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราสามารถทำภารกิจได้สำเร็จอย่างที่ตั้งใจ ผมมีความตั้งใจอย่างมากที่จะรักษาและพัฒนาความสัมพันธ์กับบรรดาศิษย์เก่าให้ดีมากยิ่งขึ้น และหาวิธีการเชิญชวนให้เขาเข้ามาช่วยกันร่วมพัฒนาคณะนิติศาสตร์ให้มากขึ้นไปอีก

    ประการสุดท้าย คือ การผลิตบัณฑิตที่เป็นคนช่างคิดช่างสงสัย ต้องยอมรับว่าทิศทางการศึกษาของประเทศบ้านเรา มุ่งเน้นไปที่ใบปริญญาและคุณวุฒิทางการศึกษา ผมคิดว่าความเก่งของคนที่จบปริญญาไม่ใช่แค่เรื่องที่เขาสามารถจดจำตัวบทกฎหมายและทำข้อสอบได้เท่านั้น เขาต้องสามารถแก้ปัญหาในเรื่องที่ตนเองไม่เคยเจอในคำพิพากษาของศาลหรือในเรื่องที่ไม่เคยเจอในตำรา นั่นคือ เขาต้องมีทักษะในการแก้ปัญหา ซึ่งทักษะนี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อเขาถูกฝึกให้เป็นคนช่างสงสัยและคิดหาคำตอบ นอกจากนี้ผู้ที่จบกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ควรจะเป็นคนที่กระตือรือร้นและปรับตัวเข้ากับวิทยาการทางด้านเทคโนโลยีหรือองค์ความรู้ที่พัฒนาอยู่ตลอด เราได้ยินคำกล่าวหาอยู่บ่อยๆ ว่า “นักกฎหมายเป็นคนแคบ เป็นคนหัวสี่เหลี่ยม” เราจึงอยากเห็นว่านิติศาสตรบัณฑิตของเราเฉิดฉายแม้อยู่ในแวดวงทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือการช่าง วิศวกรรมอะไรต่างๆได้ ไม่ใช่เฉพาะของแวดวงเราเท่านั้น เราอยากเห็นกระบวนการการเรียนการสอน ให้บัณฑิตของเราสามารถเข้าไปเรียนรู้หรือสามารถเชื่อมต่อกับคนในแวดวงในวิชาชีพอื่นๆ ได้

    Q :ท่านมองว่าอะไรเป็นความท้าทายของการบริหารสถาบันการศึกษากฏหมายและความท้าทายของวงการศึกษากฏหมายในปัจจุบันครับ?

    A: ปัจจุบันเราพบว่าสถาบันการศึกษาต่างๆ ได้เปิดคณะนิติศาสตร์เพิ่มมากขึ้น เมื่อสิบกว่าปีก่อนทั่วทั้งประเทศมีหลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิตเพียงแค่สิบกว่าหลักสูตร ปัจจุบันมีกว่าร้อยหลักสูตร เริ่มเกิดค่านิยมของผู้ที่เรียนกฎหมายว่า “ทำไมต้องไปเรียนยาก เรียนในสถาบันไหนที่ได้ปริญญา มันก็จบเหมือนกัน เอาไปสอบผู้พิพากษาอัยการได้เหมือนกัน” หรือบางครั้งเราได้ยินคำพูดที่ว่า “จ่ายครบ จบแน่” ทั้งการเพิ่มจำนวนของคณะนิติศาสตร์ ทั้งค่านิยมที่เน้นรูปแบบมากกว่าเนื้อหา ถือว่าเป็นความท้าทายของระบบการศึกษากฎหมายในปัจจุบัน ซึ่งคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ของเราก็ได้รับผลกระทบอยู่บ้าง บางคนเริ่มคิดว่า “ธรรมศาสตร์เข้าก็ยาก เรียนก็ยาก” ทำให้แรงจูงใจของคนที่จะเข้ามาศึกษาในสถาบันของเราจะลดน้อยลงไป ก็จริงอยู่ว่าชื่อเสียงว่าจบจากธรรมศาสตร์มันก็ดี แต่เรียนที่อื่นมันก็จบเหมือนกัน คณะนิติศาสตร์อาจจะต้องคิดเหมือนกันว่าในขณะที่เรายังต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานไม่ให้น้อยลงกว่าเดิม เราจะทำยังไงให้หลักสูตรเรามีความน่าสนใจและมีความแตกต่างจากหลักสูตรอื่น ความท้ายทายอีกประการ คือ การออกนอกระบบของมหาวิทยาลัย การเป็นมหาวิทยาลัยใน “กำกับ” ของรัฐ ทำให้เกิดผลประการหนึ่ง คือ เงินที่รัฐบาลสนับสนุนมหาวิทยาลัยจะลดน้อยลงไป ในขณะที่เราต้องการที่จะพัฒนาคณะให้ก้าวหน้าขึ้น พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ หรือพัฒนาสิ่งแวดล้อมในทางกายภาพของสถานศึกษาให้ผู้เรียนและคนทำงานมีความสุข เราต้องใช้งบประมาณและทรัพยากรมากขึ้นกว่าเดิม โจทย์ใหญ่จึงมีว่า ถ้าเราไม่ได้หวังรายได้จากค่าเทอมนักศึกษา เราควรจะหารายได้จากแหล่งไหน? และ ผมคิดว่าธรรมศาสตร์เองนั้นคงไม่ไปแข่ง “ลด แลก แจก แถม” ให้คนเข้ามาเรียนแล้วจ่ายครบจบแน่ แข่งกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ความท้าทายของเราคือ เราจะหาแหล่งทรัพยากรที่จะสนับสนุนในแหล่งอื่นได้อย่างไร ถ้าเราไม่คิดค่าเรียนแพงๆ ขูดรีดเอากับนักศึกษาหรือไปเปิดหลักสูตรที่คนเข้ามาล้นหลามเพื่อแจกปริญญา เราก็ต้องคิดแล้วว่า ศิษย์เก่า ช่วยเรามากขึ้นได้ไหม หรือการที่จะมีแหล่งความร่วมมืออื่นๆในภาคเอกชนหรือในภาครัฐที่จะทำให้เราสามารถอาศัยทรัพยากรร่วมกับเขา โดยที่เราไม่ต้องลงทุนเอง พอที่จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นความท้าทาย เราจะบริหารจัดการอย่างไรที่เราจะได้นักศึกษาที่มีคุณภาพด้วย ทำอย่างไรเราจะมีทรัพยากรเพียงพอ คณะของเราเป็นคณะที่ยังน่าเรียน มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสง่าผ่าเผย ของการเป็นสถาบันการศึกษาระดับชาติ

     

    IMG_5075

    ชาญชัย แซ่จง สัมภาษณ์
    รดิศ กิจกุศล ถ่ายภาพ