ข่าวสารและกิจกรรม

รายละเอียดเกี่ยวกับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต การรับตรงร่วมกัน (TCAS รอบ 3 ของศูนย์รังสิตและศูนย์ลำปาง และ TCAS รอบ 2 เฉพาะของศูนย์ลำปาง) รูปแบบใหม่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2563

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เปลี่ยนรูปแบบข้อสอบสำหรับคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หลักสูตรนิติศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2563 รอบ 3 (รับตรงร่วมกัน) (TCAS 2563) ใหม่ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เกณฑ์การคัดเลือก ประกอบด้วย

          (1) ข้อสอบความถนัดทางนิติศาสตร์ 70%

          (2) GAT 30%

ข้อสอบความถนัดทางนิติศาสตร์ เป็นข้อสอบปรนัยซึ่งมีคะแนนรวม 70 คะแนน ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่

          ส่วนที่ 1  การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ           10 คะแนน (10 ข้อ)

          ส่วนที่ 2  ความเข้าใจในการอ่าน            25 คะแนน (25 ข้อ)

          ส่วนที่ 3  การใช้เหตุผลในทางกฎหมาย     35 คะแนน (35 ข้อ)

คลิกที่นี่เพื่อดูตัวอย่างข้อสอบ Examples_of_TCAS63_Exams

……………………………………

เหตุผลของการเปลี่ยนแปลงระบบการคัดเลือกการรับตรงร่วมกัน (TCAS รอบ 3) รูปแบบใหม่ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีการศึกษา 2563

ในการรับบุคคลเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี ประจำปีการศึกษา 2563 รอบ 3 (รับตรงร่วมกัน) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของผู้สมัครและรูปแบบข้อสอบเพื่อให้ระบบการคัดเลือกมีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดของการคัดเลือกนักศึกษาโดยวิธีการสอบตรงซึ่งเริ่มต้นเมื่อยี่สิบปีก่อน โดยมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องสำคัญๆ ดังต่อไปนี้

1. ไม่กำหนดเกรดขั้นต่ำของผู้สมัครอีกต่อไป
การคัดเลือกในรอบ 3 (รับตรงร่วมกัน) เป็นช่องทางการเข้าศึกษาคณะนิติศาสตร์ มธ. ที่ใหญ่ที่สุด เพราะรับนักศึกษาจำนวนมากที่สุด จึงควรเปิดกว้างให้ผู้สมัครทุกคนมีโอกาสในการแข่งขันอย่างเท่าเทียม โดยเราเชื่อว่าผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมปลายของแต่ละโรงเรียน คือ ผู้ที่มีความรู้พื้นฐานเพียงพอที่จะศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ที่สำคัญที่สุด คือ เราเชื่อว่าผู้ที่ผ่านข้อสอบคัดเลือกของเราได้ ไม่ว่าจะมีเกรดระดับมัธยมศึกษาเท่าใด คือ ผู้ที่ผ่านการคัดเลือกมาอย่างดีแล้วและเหมาะสมที่จะเรียนนิติศาสตร์ การตัดเงื่อนไขเรื่องเกรดยังช่วยตัดปัญหาความเหลื่อมล้ำอันเกิดจากค่าน้ำหนักเกรดที่ไม่เท่ากันของแต่ละโรงเรียน

2. ไม่มีการทดสอบความรู้กฎหมายอีกต่อไป
รูปแบบข้อสอบเดิม ผู้สอบต้องมีความรู้กฎหมายทั่วไป นอกจากนี้ตัวบทกฎหมายบางมาตราซึ่งถูกใช้ในการทดสอบการให้เหตุผลทางกฎหมาย ทำให้นักเรียนจำนวนมากต้องขวนขวายหาความรู้กฎหมายกันอย่างจริงจัง โดยเฉพาะยิ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากให้กับการกวดวิชาเพื่อเตรียมตัวสอบเข้าเรียนนิติศาสตร์ จากการสำรวจ เราไม่พบว่ามีโรงเรียนกฎหมายชั้นนำแห่งใดของโลกที่สอบคัดเลือกโดยการวัดความรู้กฎหมายก่อนที่จะเรียนกฎหมายเสียอีก เราเชื่อว่า คณะนิติศาสตร์ ควรเฟ้นหาคนที่มี “หัวที่จะเรียนกฎหมาย” ไม่ใช่ “คนที่มีความรู้กฎหมายอยู่แล้ว”

ด้วยเหตุนี้ข้อสอบในระบบการเลือกแบบใหม่จะไม่มีการวัดความรู้กฎหมาย “จริง” ใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยังคงมีการวัดเหตุผลในทางกฎหมาย โดยที่กฎเกณฑ์ที่มีการหยิบยกขึ้นเพื่อทดสอบผู้เข้าสอบ จะเป็นกฎเกณฑ์สมมติทั้งสิ้น

3. ข้อสอบใหม่มุ่งเน้นหาคนที่มีหัวที่จะเรียนกฎหมาย แต่จะไม่ส่งเสริมให้คนไปเรียนกฎหมายก่อนเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
ข้อสอบใหม่มุ่งเฟ้นหาคนที่มี “ตรรกะ” ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญของการเรียนกฎหมาย ข้อสอบส่วนใหญ่จึงเป็นข้อสอบที่วัดตรรกะและการใช้เหตุผลทางกฎหมาย ความสามารถเหล่านี้สามารถฝึกฝนได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องเรียนในโรงเรียนกวดวิชา คณะนิติศาสตร์ มธ. มีความยินดีที่จะเผยแพร่ตัวอย่างข้อสอบทุกรูปแบบที่จะใช้ในการวัดผลรูปแบบใหม่ให้นักเรียนหรือผู้สมัครทุกคนเข้าถึงได้อย่างเสมอภาคบนเว็บไซต์ของคณะ (ดูตัวอย่างข้อสอบได้ที่ http://www.law.tu.ac.th/tcas2563/)

4. ไม่มีข้อสอบเรียงความและย่อความอีกต่อไป
หลังจากมีการประเมินผลการสอบเรียงความและย่อความมาหลายปี เราพบว่าข้อสอบเรียงความย่อความ มีข้อเสียมากกว่าข้อดี ข้อเสียประการแรก คือ การบริหารจัดการที่ซับซ้อน เนื่องจากเราไม่สามารถตรวจเรียงความของผู้สมัครทุกคนได้ แต่ต้องคัดออกจำนวนหนึ่งหลังจากที่มีการเรียงลำดับคะแนนของข้อสอบปรนัย ทั้งๆ ที่จริงๆ คะแนนของผู้ที่ผ่านการคัดเลือกคนสุดท้ายห่างกับคนถัดไปเพียงหลักทศนิยม การไม่ตรวจเรียงความทั้งหมดอาจเกิดความไม่เป็นธรรมกับผู้สมัครบางคน ประการที่สอง การตรวจซึ่งต้องใช้ผู้ตรวจมากกว่าหนึ่งคนมักจะมีปัญหาเรื่องความแตกต่างกันของการใช้ดุลยพินิจ ประการที่สาม ในระยะหลังเราพบว่าผู้เข้าสอบจำนวนมากเขียนเรียงความตามรูปแบบที่ได้รับการฝึกสอนมาจากโรงเรียนกวดวิชา

เราเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนได้รับการฝึกฝนการเขียนเรียงความทั่วไปในระดับมัธยมมาพอสมควรแล้ว เพียงพอที่จะเป็นพื้นฐานที่จะเรียนรู้การคิดและการเขียนในทางกฎหมายในระดับมหาวิทยาลัย แม้ว่าหลายคนอาจจะไม่ถนัดการเขียนเรียงความภาษาไทย ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นนักศึกษากฎหมายที่ประสบความสำเร็จหรือเป็นนักกฎหมายที่ดีไม่ได้ การเขียนในทางกฎหมายมีเอกลักษณ์ของตัวเองและฝึกฝนและเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง นักศึกษาบางคนแม้จะมีทักษะการเขียนเรียงความทั่วไปที่ดีมากหรือเคยได้รับรางวัลการเขียนเรียงความในระดับมัธยม ก็ไม่ได้หมายความจะเรียนรู้หรือประสบความสำเร็จในการคิดและเขียนอย่างนักกฎหมายได้รวดเร็วหรือง่ายดายกว่าคนอื่น นักศึกษากฎหมายชั้นปีที่ 1 ต้องเริ่มต้นเรียนรู้การคิดและเขียนอย่างนักกฎหมายเหมือนกันหมด ความชำนาญเกิดจากการฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ ไม่ได้เกิดจากการมีทักษะการเขียนเรียงความที่ดีอยู่แล้ว

สำหรับข้อสอบย่อความ สามารถทดสอบได้โดยการให้จับใจความสำคัญของความเรียงขนาดย่อในข้อสอบวัดตรรกะทางภาษาได้อยู่แล้ว

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นการให้โอกาสทุกคนอย่างเท่าเทียมและทำให้เกิดความเป็นธรรมในการสอบแข่งขันมากยิ่งขึ้น