ข่าวสารและกิจกรรม

ภาพบรรยากาศ เสวนาวิชาการ หัวข้อ “ละเมิดอำนาจศาล : จุดกึ่งกลางระหว่างอำนาจกับสิทธิอยู่ที่ใด?

วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ 2561 เวลา 13.00-16.00 น. ศูนย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้จัดงานเสวนาวิชาการ หัวข้อ “ละเมิดอำนาจศาล : จุดกึ่งกลางระหว่างอำนาจกับสิทธิอยู่ที่ใด? ระหว่างเวลา 13.00-16.00 น. ณ ห้องจิ๊ด เศรษฐบุตร (LT. 1) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

พิธีกรในงานได้แก่ อาจารย์คงสัจจา สุวรณเพ็ชร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยอาจารย์คงสัจจาได้กล่าวถึงความเป็นมาของการจัดงานเสวนาวิชาการ ซึ่งเป็นภารกิจหนึ่งของศูนย์นิิติศาสตร์ในการบริการสังคม


ศาสตราจารย์ ดร. อุดม รัฐอมฤต คณบดีคณะนิติศาสตร์ ได้กล่าวเปิดงาน โดยศาสตราจารย์ดร.อุดม กล่าวถึงความสำคัญของประเด็นปัญหาเรื่องการละเมิดอำนาจศาลตั้งแต่อดีต



วิทยากรและผู้ดำเนินรายการ (จากซ้ายไปขวา)
ศาสตราจารย์(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล
ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล
อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล (ผู้ดำเนินรายการ)
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต


ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วุฒิการศึกษา น.บ. ธรรมศาสตร์ น.ม. ธรรมศาสตร์ D.S.U. (Droit Pénal) Paris II D.E.A. (Science criminelles) Doctorat de droit pénal, Université de Nancy II ประเทศฝรั่งเศส)

ศ.ดร. อุดม รัฐอมฤต ได้แสดงความเห็นว่าการตัดสินคดีนั้นจะมีผลต่อคู่กรณีและสังคมโดยรวมได้ จึงต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้พิพากษาอย่างเคร่งครัด และถ้อยคำ “ในพระปรมาภิไธย” สะท้อนให้เห็นแนวคิดเฉพาะของไทย ที่แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้ศาลได้รับความเคารพ ศ.ดร.อุดมยังได้อธิบายถึงกรณีที่อาจกระทบต่อการทำหน้าที่ของศาล ทั้งความเรียบร้อยภายในพื้นที่ของศาล และการกระทำนอกบริเวณศาลซึ่งอาจทำให้ศาลเกิคดวามรู้สึกหวั่นวิตก

จากนั้นศ.ดร.อุดมได้กล่าวถึงความเป็นมาของการละเมิดอำนาจศาลในกรณีของศาลรัฐธรรมนูญ โดยที่รัฐธรรมนูญปี 2540 มิได้กล่าวถึงเรื่องดังกล่าว เนื่องจากเดิมให้ศาลไปกำหนดวิธีพิจารณากันเอง รัฐธรรมนูญปี 2550 กำหนดให้ออกเป็นพ.ร.บ. แต่ยังไม่ทันได้ออก ทั้งนี้ ศ.ดร.อุดมได้แสดงความเห็นว่ากรณีศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นการตัดสินคดีที่เกี่ยวกับสังคมโดยตรง อาจกระทบกับการเมือง โดยสื่อมวลชนมีโอกาสกระทบได้มาก เพราะการนำเสนอข่าว ซึ่งอาจจะกระทบต่อตัวของตุลาการนั้น บางส่วนนั้นมีผลต่อสาธารณะด้วย

ศ.ดร.อุดมได้กล่าวโดยสรุปว่าความผิดฐานละเมิดอำนาจศาลที่ศาลเองเป็นคนสั่งได้นั้นเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความได้สัดส่วนก็ต้องพิจารณาให้พอเหมาะพอดี เช่น มาตรการเตือน

ศาสตราจารย์(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

วุฒิการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย/เนติบัณฑิตไทย/Bachelor of Arts, University of Cambridge/Barrister at law (Grey’s Inn) )

ศาสตราจารย์(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ได้อธิบายว่าทางศาลรัฐธรรมนูญขอให้มีกฎหมายดังกล่าวมานานแล้วแต่รัฐสภาไม่เห็นด้วย เพราะอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้นสามารถถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่สังคมต้องติดตามและวิพากษ์วิจารณ์ จึงให้ศาลรัฐธรรมนูญ ไปเขียนข้อกำหนดเอง จึงให้ไปใช้กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

สำหรับร่างกฎหมายในปี 2550 ยังมีความไม่ลงตัวทางความคิด โดยทางสภามองว่าศาลไม่ควรจะออกกฎหมายเอง โดยประเด็นละเมิดอำนาจศาลนั้น สภาเสนอตัดออกทั้งหมด ส่วนศาลรัฐธรรมนูญเสนอไปว่า ขอไม่เอาโทษจำคุกเลย เพราะสามารถดำเนินคดีอาญาได้อยู่แล้ว ให้มีคำสั่งให้ออกไปนอกบริเวณได้ และขออำนาจเฉพาะเกี่ยวกับการละเมิดอำนาจศาลในบริเวณ อย่างไรก็ดี เนื่องจากเกิดการัฐประหารก่อน ร่างกฎหมายที่ค้างจึงตกไป

ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วุฒิการศึกษา นิติศาสตรบัณฑิต (ธรรมศาสตร์)/DEA de Droit public, I’Universite de Paul Cezanne (Aix-Marseille III) France/Docteur en Droit public (Mention Tres honorable), I’Universite de Paul Cezanne (AixMarseille III) France)

ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล ได้อธิบายถึงโทษละเมิดอำนาจศาลในกฎหมายไทยว่าบัญญัติไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งมีโทษปรับไม่เกิน 500 จำคุกไม่เกินหกเดือน และมีประเด็นให้พิจารณาว่าโทษดังกล่าวสอดคล้องกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) หรือไม่ โดยการนำเสนอรายงานประเทศตามกลไก UPR รอบล่าสุด ได้มีคำถามว่า มีการนำเนื้อหาของ ICCPR มาใช้ในกฎหมายภายในหรือไม่ มีมาตรการอะไรที่จะทำให้คนในกระบวนการยุติธรรมตระหนักถึงสิทธิของคนต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับตามมรรรฐานสากลหรือไม่?

หลักการสำคัญสามประการคือคือหลักไม่พิจารณาลงโทษสองครั้ง non bis in idem / ความชอบด้วยกฎหมายอาญา / และสิทธิในการต่อสู้คดีอาญา

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งประกาศใช้ปีพ.ศ. 2477 ซึ่งแนวคิดเรื่องของการคุ้มครองสร้างสมดุลกับสิทธิและอำนาจยังไม่เกิด หลักสำคัญในเวลานั้นคือเรื่องการใช้อำนาจรัฐ

ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ ได้ตั้งข้อสังเกตสามประการ ข้อสังเกตประการแรก ศาลต้องมีความสามารถในการควบคุมการพิจารณาคดีให้ต่อเนื่อง แต่มีฐานความผิดต่อเจ้าพนักงานในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้วในกฎหมายอาญา มาตรา 167-199 เท่ากับเรื่องละเมิดอำนาจศาลอยู่แล้ว สิ่งที่ผู้พิพากษษาควรจะมีคือการตักเตือนหรือไล่ออกจากห้อง

ข้อสังเกตประการที่สอง การกระทำใดที่เป็นการละเมิดอำนาจศาลบ้างต้องชัดเจน ไม่ใช่รู้กันเอง ตัวอย่างเช่นประกาศข้อกำหนดศาลจังหวัดขอนแก่น

ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ ได้ยกตัวอย่างของกฎหมายฝรั่งเศส ซึ่งการออกข้อบังคับของศาล ในฐานะผู้ใช้อำนาจรัฐ ออกเองไม่ได้ ขัดกับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ตอนที่เกิดปัญหาแล้วศาลจะเป็นคู่กรณี ศาลจึงสั่งลงโทษเองไม่ได้ รวมถึงขยายให้ถึงการท้าทายอำนาจศาลไม่ได้ ศาลใช้อำนาจเกินที่กฎหมายเขียนไว้ไม่ได้

ข้อสังเกตประการที่สาม Right to fair trial ต้องอิสระและเป็นกลาง โดยไม่ชักช้าไม่ได้ ไม่มีเวลาเตรียมตัว การกำหนดว่าต้องเป็นมติสองในสาม แต่ว่าก็ยังเป็นองค์คณะเดิม ต่อให้ศาลมีคุณธรรม แต่ก็เป็นปัญหาต่อความน่าเชื่อถือศรัทธาของคนภายนอก

นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน

วุฒิการศึกษา นิติศาสตร์บัณฑิต ธรรมศาสตร์/ เนติบัณฑิตไทย/ทนายความ (สภาทนายความ))

คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ได้แสดงความเห็นว่าการเคลื่อนไหวทางสังคมนั้นเกี่ยวข้องกับศาลมาตลอด ปัญหาคือ คนเคลื่อนไหวในภาคประชาสังคม ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้างไม่ได้บ้าง การ “ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล” ถูกตีความอย่างกว้าง ไม่ใช่เฉพาะห้องพิจารณาคดี แต่กว้างไปถึงตัวอาคาร ล่าสุด การนั่งอยู่ที่บ้านและโพสต์facebook อยู่บ้าน ไม่ควรถูกตีความให้เข้ามาตรานี้ โดยคุณยิ่งชีพเห็นด้วยว่าการกระทำอะไรนอกศาลที่กระทบผู้พิพากษา หรือใครอื่นใด ก็ไปเข้ามาตรา 167-199

คุณยิ่งชีพได้เล่าถึงคำถามที่ถูกถามบ่อย ๆ เช่น การเอาคำพิพากษาฉบับจริงมาเผยแพร่ผิดไหม การถ่ายรูปหน้าศาลให้กำลังใจผู้ต้องหา ผิดไหม การนั่งฟังพิจารณาคดีแล้วจดบันทึก ผิดไหม คำตอบที่ให้ไปจึงมักจะเป็นว่า ไม่แน่ใจ อย่าทำเลย ทำให คนเดินไปทางไปศาลนั้นหวาดกลัว ซึ่งความหวาดกลัวเป็นคนละเรื่องกับการเคารพนับถือศาล

นอกจากนี้ คุณยิ่งชีพได้ตั้งข้อเสนอสองประการคือ ขอความชัดเจนว่า “สุภาพ” คืออะไร? และอย่าตีความคำว่า “ประพฤติตนไม่เรียบร้อยในบริเวณศาล” กว้างเกินไป

คุณยิ่งชีพได้แสดงความคิดเห็นปิดท้ายว่าสังคมไทยมีความขัดแแย้งในทุกประเด็น ปัจจุบันการออกกฎหมายไม่ได้มาจากประชาชน ออกโดยคนกลุ่มเดียว และไม่เป็นประโยชน์กับคนอีกกลุ่มหนึ่ง ศาลตัดสินตามกฎหมายก็คือการตัดสินไปตามที่คนกลุ่มหนึ่งออกกฎหมายมา เป็นการทำหน้าที่ โดยสถานการณ์แบบนี้จึงยิ่งจำเป็นจะต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน เป็นธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้

อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ผู้ดำเนินรายการ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วุฒิการศึกษา ปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยเกียวโต ปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยโกเบและมหาวิทยาลัยลอนดอน เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสิทธิมนุษยชน

ภาพบรรยากาศภายในงานเสวนา

วิทยากร ผู้ดำเนินรายการ และพิธีกรร่วมถ่ายภาพกับผู้บริหารคณะนิติศาสตร์
(จากซ้ายไปขวา)
ผศ.ดร.กิตติวัฒน์ จันทร์แจ่มใส ผู้ช่วยคณบดีศูนย์รังสิต
อ.ดร.กรศุทธิ์ ขอพ่วงกลาง ผู้ช่วยคณบดีท่าพระจันทร์และผู้อำนวยการศูนย์นิติศาสตร
ศาสตราจารย์ ดร.อุดม รัฐอมฤต คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ศาสตราจารย์(พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ผศ.ดร.เอื้ออารีย์ อิ้งจะนิล อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน
อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล ผู้ดำเนินรายการ อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์คงสัจจา สุวรณเพ็ชร อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายอาญาและอาชญาวิทยา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการเยียวยา กรณีที่บุคคลถูกลงโทษจำคุกฐานละเมิดอำนาจศาลไปแล้ว แต่ต่อมาศาลสูงกลับคำตัดสิน แต่เนื่องจากความผิดดังกล่าวไม่ใช่โทษทางอาญา ก็เลยไม่สามารถรับการเยียวยาได้ จึงมีคำถามว่าการให้นำกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาใช้ เป็นแนวทางที่ดีหรือไม่ แล้วจะบังคับอย่างไร

ผู้ที่เคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการถูกศาลลงโทษละเมิดอำนาจ ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า กระบวนการพิจารณาคดีในเรื่องละเมิดอำนาจศาลมีปัญหาในทางปฏิบัติ เนื่องจากมีการทำพยานหลักฐานเท็จ


Hits: 23